(นิยาย)The Himva : เพื่อนรักนักเวทย์ ตอนที่ 1 | บทความ

บทความ


(นิยาย)The Himva : เพื่อนรักนักเวทย์ ตอนที่ 1

Blog Single

ตอนที่ 1

เทวาพิทักษ์


ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึง เกิดในครอบครัวของปราชญ์ชาวบ้านที่รับรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตามความรู้การแพทย์โบราณที่ได้รับตกทอดจากรุ่นสู่รุน  ใครๆในละแวกนี้จึงเรียกพ่อผมว่า พ่อหมอ ส่วนตัวผมเองนั้นชื่อ สินทราย บ้านอยู่บนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ และใช่ ผมเป็นคนเหนือล้านนา แต๊ๆ ที่อู้กำเมืองได้ พ่อกับแม่ของผมเล่าว่าบรรพบุรุษต้นตระกูลบ้านของผมเป็นนักดนตรี มีวิชาดนตรีทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า ที่ช่วยบำบัดจิตใจผู้คน และใช้รักษาอาการคนที่มักฝันร้ายหรือนอนไม่หลับอีกด้วย ผมจึงได้มีโอกาสเรียนรู้ และเล่นเครื่องดนตรีเหล่านั้นตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยละอ่อน และผมยังมีพรสวรรค์ลึกลับบางอย่างมันได้เปลี่ยนชีวิตผมจากคนธรรมดา ให้กลายเป็นชีวิตที่น่าอัศจรรย์ ไม่แน่ใจว่าเป็นพรวิเศษหรือคำสาปกันแน่ ที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิดเมื่อ 18 ก่อน


“อุแง๊ แงๆ แงๆ” เสียงทารกน้อยร้องตกใจตื่นกลางดึกหลังคลอดได้ไม่นาน คนเป็นแม่รีบลุกจากเตียง เดินมายังเปลเด็กที่อยู่ด้านข้าง คนเป็นพ่อลุกไปเปิดไฟ

“โอ่เอ๊ โอ่เอ๊ พ่ออุ้ยเอ้ยย!! มาฮ้องขวัญละอ่อน สักกำ” แม่ประคองลูกน้อยไว้แนบกาย ตะโกนเรียกผู้เฒ่าที่กำลังวิ่งเข้ามาถือขันพร้อมของไหว้สาทั้งพานใส่หมากธูปเทียน ผ้าแดง ข้าวสาร เงินเหรียญบาท

“อ่ออ๊อย ขวัญได้มาตกหกตกหาย ขอฮื้อเมียอยู่กับเจ้าจิ่มเน้อ” พ่อเด็กใช้ช้อนสีทองสวิงแกว่งไปมาตักขึ้นรอบตัวเด็กน้อยเหมือนหยิบช้อนของที่ตกหล่น นั่นก็คือ เก็บขวัญหรือสติให้เข้ากลับคืน ขณะแม่กำลังอุ้มเด็กน้อยไว้บนตัก มือซ้ายพลางลูบหัวขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเพื่อปลอบขวัญ ทั้งสามีภรรยาในบ้านไม้นั่งมองผู้เฒ่าทำพิธี

“พ่อเกิดแม่เกิด แม่ซื้อเหย 3 มื้อลูกผี 4 มื้อลูกคน ฮารับซื้อไว้เลี้ยงคนเดียว” ผู้เฒ่าคนหนึ่งนำเงินเหรียญมาซื้อเด็ก โดยวางไว้รอบๆตัวพร้อมกับเครื่องเซ่นไหว้ จากนั้นเอาข้าวเหนียวมาปั้นแล้วจิ้มไปที่ตัวเด็กและโยนทิ้งไป 3 ครั้ง ตั้งใจรับซื้อเด็กไม่ให้ผีสางมารบกวน พร้อมขมวดปมด้ายมัดผูกข้อมือข้อเท้าสวดคาถา 

.

ผมคือเด็กคนนั้น ผมนอนหลับยากมาก เรียกได้ว่าเป็นโรคประจำตัวก็น่าจะพอได้ แถมกลัวผีเป็นที่หนึ่ง พอฟ้ามืดปุ๊บ ผมก็ชอบร้องไห้โฮ ร้องทุกวันตั้งแต่คลอดจนกระทั่งได้สร้อยกำไลข้อเท้า สายคล้องขาของพ่อที่ปลุกเสกเป็นเครื่องรางคู่กาย ที่ส่วนปลายมันมีกระดิ่งเม็ดเล็ก ๆ พ่อบอกว่าอันนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะข้างในเป็นงาช้างเผือกสมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ

“สินทรายเอ้ยยย ขวัญเอยขวัญมา อยู่กับเนื้อกับตั๋ว” ผู้เป็นพ่อตั้งจิตมั่น เริ่มบริกรรมคาถา อัญเชิญเทวดาประจำกายมาปัดเป่าเพทภัยแก่บุตรชายของตน อักขระเรืองแสงสีเขียวนวล เสมือนเทพเทวาตอบรับคำอัญเชิญ ผู้เป็นแม่บรรจงใส่สร้อยข้อเท้าให้แก่เขา เรียกขวัญกลับคืนดังเดิม

จากนั้นทารกน้อยก็ค่อยๆสงบนิ่ง เงียบเสียงร้องลงด้วยเครื่องรางวิเศษ

.

ใช่แล้ว ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ใส่เจ้ากำไลข้อเท้ากุ๊งกิ๊งนี่ พ่อแม่บอกว่าจะได้ไม่ฝันร้าย ผีป่าผีไพรจะได้ไม่มารบกวนอีก เผลอๆ ที่ขี้เซาจนชอบตื่นสายก็อาจจะเป็นเพราะสร้อยกำไลข้อเท้าสีเงินอันนี้เป็นแน่ จนกระทั่งผมอายุได้ 18 ปีบริบูรณ์ นั่นก็คือวันนี้นี่เอง ด้วยความคิดที่ว่าเราโตแล้วและเป็นผู้ชายหน้ามน ใครเขามาใส่สร้อยข้อเท้ากัน แถมก็ไม่ได้เจอผีสางใดๆมารบกวนนานมากแล้ว คืนนี้เลยจะถอดกำไลออกสักหน่อย ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไร ก็จะได้บอกพ่อกับแม่สักที เวลาไปโรงเรียนครูและเพื่อนๆจะได้ไม่ต้องถามว่าทำไมใส่เครื่องประดับผิดระเบียบ และในคืนนั้นเอง นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ผมต้องผวาตื่นมากลางดึกเพราะเสียงร้องอันโหยหวน แสบโสตประสาทจนทำให้ผมข่มตาหลับไม่ลงเลย และไม่นานผมก็เหมือนคนสติไม่สมประกอบ เหมือนมีอะไรบางอย่างจะเข้ามาแทรกในร่างกายของผม และพยายามทั้งผลักทั้งดึงให้ผมออกไปจากเตียงนอน 

“ฮ่า!! ฮ่า ฮ่า!!”  “ฟ้ามืด ฟ้ามัวแล้ว ถึงเวลาของหมู่เฮา”  “เห่อ เห่อ เห่อ!!!”  

“อีป้อ นี่มันเสียงฮ้องของสินทรายแม่นก่อ”  “แต๊อี้” ผู้เป็นแม่ฉุกคิดได้ รีบดึงพ่อเข้ามาหาสินทรายในห้องนอนทันที ส่วนตัวผมตอนนี้ เอาแต่พล่ามร้องและหัวเราะแบบคนควบคุมตัวเองไม่อยู่ นี่มันคล้ายอาการของวิญญาณผีที่กำลังยึดร่าง ซึ่งผมพบเห็นพ่อเวลารักษาคนไข้ที่มาให้ช่วยอยู่บ่อยๆ

“สินทราย! สินทราย!” พ่อตะโกนเรียกพร้อมเขย่าร่างกายที่นอนอยู่ของผม ผมก็พยายามร้องตอบ รู้สึกเหมือนตะโกนสุดแรงแต่ไม่มีเสียง ลืมตาก็ไม่ขึ้น ความเคว้งคว้างคืบคลานเข้ามาทำให้ค่อยๆไม่ได้ยินเสียงพ่อ ทันใดนั้นเอง ก็เหมือนมีมือเย็นๆของใครราว 3-4 คน ดึงแขนผมให้ลุกจากเตียง ตัวผมถลากระเด็นออกเกือบกระแทกพื้น

“พ่อ นี่บ่แม่นสินทราย” แม่คุยกับพ่อ ขณะนัยน์ตาของสินทรายกำลังเบิกโพลง เส้นเลือดฝอยในตาแดงสีเข้มชัด ผมรู้ตัวทันทีว่านั่นไม่ใช่ผม ผมถูกดึงวิญญาณ! และกำลังถูกใครก็ไม่รู้สิงสู่เข้าร่างไป

“ทำไงดี! ทำไงดี! ทำไงดี!” ผมยืนอยู่ที่ปลายเตียง กำลังมองแม่ที่กอดร่างของผม แต่ที่สิงร่างผมอยู่มันเป็นใครก็ไม่รู้ ขณะนี้เหมือนผมมี 2 ร่าง อย่างกับวิญญาณผมได้หลุดออกมา พ่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบดูที่ข้อเท้าผม 

“สินทรายมันถอดสายขา” พ่อดูหัวเสียมากที่เห็นสร้อยข้อเท้าวางถอดอยู่ แม่ก็ดูตกใจมากเช่นกัน สีหน้าทั้งสองไม่สู้ดีเลย ส่วนผมก็ยืนคอตกน้ำตาคลอที่ปลายเตียง 

“เฮอๆๆ ไงล่ะ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ของตระกูลคีตธร” เสียงเย็นยะเยือกหลอนสติ ปรากฏขึ้นที่ริมหน้าต่าง ขณะข้างนอกบ้านมืดสลัว ทำให้ผมหวนนึกถึงวัยเด็ก ตอนที่ฝันร้ายอยู่บ่อยๆ 

“ฮาผ่อวันนี้มาเมินนัก” “คิงเขาคงยังบ่ลืมแม่นก่อ เห้อๆๆ” เสียงกระหยิ่มยิ้มย่อง สื่อให้รู้ว่ากูรอมานานแล้ว ของพวกวิญญาณร้ายที่โกรธแค้นครอบครัวของสินทราย มันรอเวลาให้ถึงวันนี้สักที วันที่ผมผู้เป็นทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลคีตธรได้ถอดเครื่องรางของป้องกัน ดวงตาแดงก่ำของมันเข้ามาใกล้ขึ้น จนยืนอยู่มุมห้องกันหลายตน ต่างมองมาที่สินทรายอย่างกระหายเลือด มันรีบกรูกันเข้าไปที่ร่างของสินทรายเหมือนกับจะแย่งกันสิงร่างนั้น

“ไอ่ภูตนรก ฮากึ๊ดว่าคิงจะสำนึก” พ่อของสินทรายจำผีร้ายตนนี้ได้ เมื่อสมัยที่ผมยังเด็ก ก็มันนี่แหละครับที่ทำให้ผมร้องไห้ทุกคืน มันคือหมอไสยเวทย์รับจ้างทำคุณไสยใส่ชาวบ้านเพื่อหวังลาภสักการะ แรกเริ่มมันก็เป็นหมอเวทย์ดีๆ เหมือนกับครอบครัวผม แต่ระยะหลังมีคนเล่าว่าหมอเวทย์คนนี้ใช้เวทย์ไปในทางที่ผิด หลอกชาวบ้านเพื่อเอาเงิน ไม่ได้มีเจตนารมณ์ของการเป็นหมอเวทย์ที่ดี คุณปู่ของผมจึงไปปราบ เหตุการณ์นั้นเองสร้างความคับแค้นใจให้กับมัน จนรอวันเวลากลับมาล้างแค้นครอบครัวผม 

“อีผีวอก ใค่เจ๊บตั๋วกะ ออกไป๋จากร่างลูกฮา..ขะใจ๋โวยๆ!!!” เสียงตะเบงขู่ร้องของพ่อดูน่ากลัว กำลังท่องมนต์คาถาแล้วเป่าพ่นใส่กลางกระหม่อมที่ร่างกายอันขาดสติ ผีตนนั้นกระเด็นหลุดออกจากร่างของผม มันหันมาส่งเสียงคำรามใส่ผมทันที จากนั้นมันก็เปลี่ยนเป้าหมายกระโจนใส่ผมแล้วฉุดกระชาก ผมนึกอะไรไม่ออกเลย เห็นร่างของผมตอนนี้ดูสงบนิ่งอย่างกับคนที่ตายไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ จึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า หากมีบุญให้รอดชีวิตกลับไป จะตั้งใจสืบทอดวิชาของพ่อปู่อย่างสุดความสามารถเลย ในขณะที่ผมกำลังยื้อฉุดกระชากหนีแรงที่จับดึงอยู่นั้น พ่อพรมน้ำมนต์ใส่ตัวร่างกายผมที่นอนอยู่ ละอองน้ำมนต์กลายเป็นเกราะสีทองหุ้มร่างของผมไว้ 

ในช่วงที่จิตวิญญาณผมหลุดออกจากร่างแบบนี้ ผมกังวลมาก ๆ ว่า หากนานเกินไป กายมนุษย์หยาบหรือร่างกายจะหยุดหายใจ อาจจะตายหรือกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปเลย ขอล่ะ ผมยังไม่มีแฟนหรือใครมาจุมพิตปลุกตื่นนะ ให้ผมกลับเข้าร่างเถอะ

“แม่เตรียมสะหลุงหื้อที ป้อจะยะพิธีฮ้องขวัญ” แม่พยักหน้ารับคำสั่งรีบวิ่งออกไป ก่อนจะกลับเข้ามาด้วยเครื่องเขิน ที่มีไข่ต้ม ข้าวปั้น และกล้วย แม่ยื่นสายสิญจน์ให้พ่อ พ่อกำลังเริ่มพิธี ขณะที่พ่อกำลังอ่านโองการแม่ก็ดีดพิณ 4 สายรับโองการ ทันใดนั้นเองลมพัดแรงจากทั่วทุกสารทิศ หน้าต่าง บานพับ กระแทกกันปึงปัง ปึงปัง 

ผีร้ายอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง มันหมายจะเข้าไปทำร้ายพ่อ แต่ด้วยบารมีแห่งบุญที่พ่อช่วยเหลือคนเจ็บมามาก ปรากฏเป็นเกราะกันภัยให้พ่อ ผีร้ายยิ่งอาละวาดหนักขึ้น แม่ยังคงตั้งสมาธิดีดพิณด้วยทำนองที่มั่นคง แม้ใบหน้าถูกอาบไปด้วยคราบน้ำตา ทันใดนั้นเอง เกิดแสงสว่างขึ้นนอกหน้าต่าง 

ว๊าบ!!! ผีร้ายและผมก็ต้องหยุดด้วยแสงที่เจิดจ้านั่น

“พวกผีร้าย ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้” เสียงชายคนนึง ที่รอบกายมีแสงเรืองรองตลอดเวลา ใบหน้าที่หมดจดรับกับรูปร่างที่สมส่วนเหมือนเทพบุตรที่หลุดมาจากเทพนิยาย แสงรัศมีสีมรกตที่กึ่งกลางกายส่องประกายจ้ากำลังลอยอยู่ในอากาศ ในมือของเขาถือพิณอยู่ ปรากฏเห็นชัดลอดช่องหน้าต่าง ค่อยๆเคลื่อนตัวลอยเข้ามาในบ้านด้วยร่างโปร่งแสง ยิ่งเข้ามาใกล้ผมยิ่งรู้สึกเย็น อิ่มเอม สบายใจอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่พวกภูตผีที่รังแก ตะโกนลั่น

“บ่มีทางซะหรอก” ผีร้ายกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว เสียงพิณจากชายผู้เป็นดั่งเทพบุตรดังขึ้น 1 ครั้ง แสงสีเขียวสาดส่องไปที่ผีร้ายที่ดิ้นทุรนทุราย แต่ไม่นานพลังงานควันดำก็พุ่งออกมาสู้ช่วยปัดเป่าความเจ็บปวดให้กับมัน

“เจ้าคิดว่าข้ายอมขายวิญญาณเพื่อแลกกับอำนาจแค่นี้เรอะ” ผีร้ายกล่าวกับชายถือพิณ แล้วร่ายคาถาไสยเวทย์ ปรากฏตาข่ายสีดำแผ่คลุมพ่อ กับแม่ของสินทรายทันที 

“พวกเจ้าดูนี่ให้จงดี!!!”  “เพล้ง!!!” พลังเกราะแก้วของพ่อที่ปกคลุมร่างของสินทรายแตกร้าว พ่อกับแม่สัมผัสได้ถึงอำนาจของคุณไสยตาข่ายสีดำที่กำลังเข้ากักขังพ่อกับแม่ เสียงอ่านโองการเริ่มแผ่ว แม่ขยับมือดีดพิณไม่ได้ สีหน้าของทั้งสองเริ่มซีดเซียว

“ข้าจะดูดเอาพลังวิญญาณของพวกเจ้ามาเสริมบารมีแก่ข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ยังไม่ทันสิ้นเสียงของผีร้าย ชายถือพิณก็ตะหวาดเสียงใส่

“กล้าดีนัก ต่อหน้าเรา เจ้ากล้าเหิมเกริมขนาดนี้เชียวรึ” เทพบุตรชี้หน้า กล่าวปรามผีร้าย มันแสยะยิ้มให้อย่างเลือดเย็น เสียงพิณ 7 สายดังก้องกังวาล บีบโสตประสาทของผีร้าย แสงสว่างวาบเกิดขึ้น คล้ายกับคลื่นเสียงที่สาดไปยังผีร้ายตรงหน้า

“พูดดีๆ ไม่ฟังใช่มั้ย” เทพบุตรดีดพิณไม่ยั้ง เสียงเพลงทีแรกดูราบเรียบ ตอนนี้จังหวะเริ่มรุนแรง ดูวกวน ก่อกวน ยั่วยุกระแสจิตที่ไม่สงบ จิตผีร้ายเหมือนโดนสะกดและกำลังถูกทำลาย มันร้องโหยหวนดิ้นทุรนทุราย

“นี่มันเพลงอะไร ทำไมถึงร้ายกาจเยี่ยงนี้” ผีร้ายดิ้นลงที่พื้น ของเหลวสีดำเมือกค่อยไหลออกทั้งปากจมูก 

“ข้าจะบอกเจ้า ให้เอาบุญ นี่คือหนึ่งในบทเพลงพิฆาตแห่งคนธรรพ์”  “พิณคลั่ง สลายวิญญาณ”  

เสียงพิณรัวและเร็วขึ้น จังหวะถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถจับสังเกตการเคลื่อนไหวของนิ้วมือที่ดีดพิณนี้ได้เลย แสงสว่างสุดท้ายจากปลายนิ้วที่ดีดกระแทกพุ่งเข้าที่ร่างผีร้าย สลายเป็นเถ้าธุลี สินทรายมองด้วยความทึ่ง และตื่นตะลึง ตาข่ายสีดำจางหายไป

“ทะ ท่าน เป็นใคร” ผมรวบรวมความกล้าถามชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันตรงหน้า

“ข้าคือ เทวาพิทักษ์ ของเจ้า” “เจ้าสัญญาแล้วนะว่าจะตั้งใจสืบทอดวิชาของพ่อปู่อย่างสุดความสามารถ” พี่ชายคนนั้นหันมาพูดกับผม

“คะ..คะ.. ครับ” ผมรับคำด้วยความรู้สึกที่ตื่นตะลึงปนกับความกลัว

“แล้วเราค่อยพบกันใหม่” “ตึ๊ง!!!!!” เทพบุตรตรงหน้าดีดสายพิณ 1 ครั้ง กายละเอียดผมก็เด้งกลับเข้าร่าง เหตุการณ์ทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติ พ่อทำพิธีเสร็จสิ้นเช่นกัน ผมค่อยๆขยับมือ และลืมตาตื่นขึ้นมา พ่อกับแม่รีบโผกอดผมแน่น ทั้งคู่ดูใจชื้นที่ผมฟื้นสติ 

“เป๋นจะได๋พ่องลูก แม่กะป้อใจ๋คอบ่าดีเลย ขวัญเอ้ยขวัญมา” 

แม่เข้ามากอดผมแล้วหอมแก้มไป 1 ฟอด นอกจากรอยจูบรอยหอมของแม่ ผมก็ยังไม่เคยไปทำแบบนี้กับใครเลย ดูเป็นคนอ่อนต่อโลกมากใช่ไหมล่ะ 

จากนั้นพ่อกับแม่ก็รีบออกจากห้องไปทำพิธีโยงสายสิญจน์ คุ้มกันบ้านเรือนไปทั่วบ้าน

ผมก้มมองที่ข้อมือทั้งสองข้าง ซึ่งตอนนี้ถูกผูกเรียกขวัญไว้เต็มไปหมด และเครื่องรางที่ยังคงต้องใส่ติดตัวตลอดเวลา นั่นคือ สร้อยกำไลข้อเท้าเงินโบราณ จากนั้นผมก็หมดแรงสลบ หลับไป

ตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น ผมถูกพ่อบังคับให้นั่งสมาธิเพื่อฝึกจิตใจให้สงบนิ่งมากยิ่งขึ้น เพราะพ่อกลัวว่าวันนึงที่ผมไม่มีเครื่องราง อย่างน้อยจิตที่สงบ มั่นคง จะช่วยให้ผมไม่สูญเสียขวัญหรือจิตวิญญาณให้กับภูตผีร้ายอีก ผมจึงต้องฝึกจิตอย่างเคร่งครัด และการนั่งสมาธินั้นเอง ทำให้ผมได้เจอกับเทพบุตรที่เขาบอกว่า เป็นเทวาพิทักษ์ของผมอีกครั้ง ผมพินิจพิจารณาด้วยความงุนงงสงสัย เอาจริงๆ ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับ เทวาพิทักษ์เลย

.

.

ในช่วงค่ำของวันถัดมา

ผมยังคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน และหน้าที่ของผมที่ลั่นวาจาไว้ ต่อจากนี้ที่ว่า “ต้องรักษาคำพูดด้วยการสืบทอดวิชาคนธรรพ์ของพ่อปู่ แต่มันต้องเริ่มยังไงนะ ...ยังจับทางไม่ถูก” 

ทันใดนั้นมีเสียงนึงแทรกพูดบอกคำตอบให้ผมขณะนั่งคิดเงียบๆ แต่มันไม่ใช่เสียงของผม เพราะเสียงนั่นดังอยู่ข้างเตียงนอน

“เจ้าต้องถอดจิตไปช่วยมนุษย์ที่ฝันร้าย ไปช่วยคนที่ถูกภูตผีมารบกวน” 

“เห้ยยยยย!!!!”

ผมตกใจร้องลั่น เพราะเมื่อผมหันไปที่ด้านข้างเตียง ก็พบเห็นรูปร่างชายคนนึงผิวสีขาวอมเหลืองมีประกายสีทองที่เมื่อวานนี้เพิ่งมาช่วยผมเอง เขาเป็นผู้พิทักษ์ ชื่อ นรุตม์ ปรากฏตัวให้ผมเห็นอีกครั้งในชุดเสื้อผ้าแปลกตาที่เขาสวมใส่ มีสังวาลย์เม็ดสีเขียวลักษณะทรงกลมเป็นดวงแก้วพาดที่กลางหน้าอก ชุดโจงกระเบนสีน้ำตาลลายสีทอง


“เราเป็นนักเวทย์กายสิทธิ์จากดินแดนที่แสนไกล”  “อาณาจักรหิมวา ดินแดนแห่งป่าไม้สีทอง” นรุตม์พูดด้วยความทระนงองอาจ

“ดินแดนที่ว่านี่ อยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้หรอ พี่ชาย” ผมเองก็ชักสงสัย ไม่แน่ใจว่าผมนั่งสมาธิแล้วเผลอหลับจนฝัน หรือเหตุการณ์ตรงหน้านี่คือเรื่องจริง

“อาณาจักรหิมวา ดินแดนที่อยู่ตรงรอยต่อของโลกมนุษย์และสวรรค์” นรุตม์อธิบายพร้อมยื่นใบไม้ขนาดฝ่ามือที่มีสีทองอร่ามมาให้ผม ผมมองหน้านรุตม์เล็กน้อย ยังไม่กล้ารับมาในทันที นรุตม์ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ผมจึงรับมา ผิวสัมผัสของใบไม้สีทองอร่ามนั้นสากมือเล็กน้อย เหมือนจับกระดาษทราย เหมือนนรุตม์จะรู้ว่าผมคิดอะไร

ความตื่นเต้นที่ได้พูดคุยกับเทวาพิทักษ์ ประจำตัวนี่ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากๆ โชคดีที่นรุตม์ลักษณะไม่น่ากลัว เป็นรูปร่างโปร่งแสงสัมผัสจับต้องไม่ได้ ดูสะอาดสะอ้าน แต่งกายชุดแปลกตา รู้สึกอยู่ใกล้แล้วปลอดภัย 

“นี่คือความจริง ข้าเป็นเทวาพิทักษ์ของเจ้า”  “จะคอยปกป้องเจ้า และนำพาเจ้าสู่การค้นพบพลังกายสิทธิ์เช่นเดียวกับข้า” นรุตม์ยิ้มอย่างจริงใจเหมือนกับว่า เป็นพี่ชายคนนึง รอยยิ้มอันเป็นมิตรมันทำให้ผมรู้สึกคลายกังวลได้มากขึ้น

.

.

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก!” 

พ่อเปิดประตูเข้ามาหาผม ผมมองไปทางนรุตม์ เขาหายตัวไปแล้ว!

“ป้อมีอะหยังก่อครับ” ผมขยับตัว มือก็จับผ้าห่มมาคลุมขาทั้งสองข้าง พ่อรู้พฤติกรรมผมดี ว่าผมกำลังปิดบังอะไรอยู่ แต่พ่อก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม

“ค่ำนักแล้ว หื้อฟั่งเข้านอนโวยๆ”  

“อ้อ แล้วอย่าลืมสวดมนต์ก่อนนอนโตยเน้อ” พ่อสั่งผมก่อนเดินออกไป


แชร์บทความนี้
เขียนโดย วัลลภ ชูชาติ
ทุกคนสามารถทำได้ทุกอย่างบนโลก ถ้าเอาจริง

บทความล่าสุดในหมวดหมู่เดียวกัน

ความคิดเห็น