(นิยาย)The Himva : เพื่อนรักนักเวทย์ ตอนที่ 2 | บทความ

บทความ


(นิยาย)The Himva : เพื่อนรักนักเวทย์ ตอนที่ 2

Blog Single

ตอนที่ 2

หน้าที่จากพรสวรรค์


“ตื่นได้แล้ว เจ้ามนุษย์ขี้เซา” เสียงใสๆ ดูร่าเริง ของใครบางคนกำลังปลุกสินทราย ที่กำลังหลับอุตุอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่  “อือ อือ” เสียงครางตอบรับเบาๆ เด็กหนุ่มพลิกตัวเล็กน้อย 

นรุตม์ยืนยิ้มอย่างใจเย็น แกล้งเสกกระแสลมเย็นๆเล็กๆ พัดปะทะที่ปลายเท้าของสินทราย ได้ผล! เด็กหนุ่มชักเท้ากลับเข้าไปในม้วนผ้าอย่างรวดเร็ว

“ตื่นเถอะสินทราย เจ้านี่ช่างขี้เซาจริงๆ” นรุตม์ใช้เวทย์ผลักผ้าห่มออก สินทรายรีบม้วนตัวขดเป็นกุ้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาตามเสียง

“ตื่นแล้ว ตื่นแล้วค้าบ” ความงัวเงียยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า “นี่ยังไม่เช้าเลยนะ” ผมเผลอบ่น พร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างยังไม่เห็นแม้แต่พระอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมา

นรุตม์สะบัดกระดาษซึ่งมีรายชื่อเรียงเป็นแถวยาวกว่า 10 คน ผมขยี้ตา แล้วอ่านอย่างละเอียด

“รายชื่อชาวบ้านที่ถูกผีร้ายรังควานในคืนนี้” 

“แล้วยังงัยหรอ” ผมเกาหัวแกรกๆ  

“นี่แหนะ มนุษย์นี่ขี้ลืมจริงๆ” นรุตม์ใช้พลังเวทย์ดีดลำแสงเข้าหน้าผากเพื่อให้สินทรายได้สติตื่นตัว จนพลิกหลบได้ทันแม้ไม่รู้ว่าถ้าโดนลำแสงนั้นเข้าจะเป็นยังไง แต่ก็ขอหลบเอาตัวรอดไว้ก่อนเป็นยอดดี

“เจ้าลืมแล้วหรอ ว่าสัญญาอะไรกับข้าไว้” รอยคิ้วขมวดทำให้ยิ้มที่ใจดีของเทพบุตรนรุตม์ถูกแทนด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง  “จำได้แล้วครับ” ผมตอบเสียงอ่อย “แต่ไม่คิดว่าจะมาปลุกแต่เช้ามืดนี่นา” ผมบ่นมุบมิบ 

“ทำตามข้อตกลงที่ลั่นวาจาไว้”  “เจ้าต้องใช้วิชาของปู่เจ้าให้เป็นประโยชน์” นรุตม์จริงจังอีกครั้ง 

“แต่จะให้คนกลัวผีอย่างผม ไปปราบผี ปัดรังควานเนี่ยนะ โหยยยย ตายแน่เลยยย!!!”

“เจ้าต้องไปกับข้าเดี๋ยวนี้” นรุตม์ก้มหน้าลงแล้วชี้ไปที่ข้อเท้า หมายให้สินทรายถอดสร้อยกำไลออกทันที 

“ถอดสร้อยกำไลนั่นสะ แล้วจะได้ถอดจิตไปกัน เจ้าต้องรีบฝึกงาน”

สินทรายทำหน้าตาตกใจ กลัวๆกล้าๆ เพราะถ้าถอดออกนี่เขาจะเห็นวิญญาณ แถมจิตของเขาก็จะหลุดออกจากร่างด้วย นรุตม์ทำหน้าเข้มอีกขั้น สินทรายจึงค่อยๆถอดแล้วนอนลงหลับตา จากนั้นกายละเอียดของเขาก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาหันมองไปที่ร่างกายหยาบที่นรุตม์กำลังร่ายมนต์ด้วยแสงสีทองป้องกัน แล้วทั้งสองก็หายวับไป ทิ้งร่างของสินทรายให้นอนคุมโปงต่อไป

นรุตม์จับแขนสินทรายไว้ตลอดเวลา เพราะเขารู้ว่าจิตของเด็กคนนี้ยังไม่มั่นคงพอ หากปล่อยให้ละสายตา อาจจะตกเป็นเป้าหมายโจมตีของเหล่าผีร้ายได้  

“มือนุ่มจังแฮะ” ผมว่ามือแม่ของผมที่ว่านิ่ม ยังไม่อ่อนนุ่มเท่ามือนรุตม์เลย

“มันเป็นความรู้สึกของกายละเอียดน่ะ”  “ทุกย่างมันดูนุ่มละมุนไปหมด” นรุตม์ยิ้มตอบอย่างใจดี

.

.

บ้านไม้ชั้นเดียว ที่เปิดไฟสว่างทั่วบ้านในยามรุ่งสาง ย่อมมีเหตุที่ผิดปกติแน่นอน เสียงฝีเท้าของคนในบ้าน 2-3 คน สลับกับเสียงร้อง เสียงพูดคุย ความเงียบสงัดกลางความมืดทำให้เสียงเบาๆ ดังขึ้น 

นรุตม์และสินทรายปรากฏกายอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังนี้

“พี่นรุตม์ ได้ยินเสียงอะไรมั้ย” ผมได้ยินเสียงร้องไห้มาจากในบ้านหลังนี้ แต่ทว่าผมก็ยังไม่มั่นใจ นรุตม์บีบแขนผมแน่นอย่างกับกลัวว่าผมจะหนี แล้วก็เดินฝ่าประตูไม้เข้าไป ทำเอาผมตกใจเพราะไม่เคยเดินทะลุประตูมาก่อน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นดีแหะ จากนั้นพอเข้าไปก็พบหญิงชราคนนึง

“คุณพระ คุณเจ้า จ่วยลูกของเปิ้นโตย” แม่อุ๊ยพร่ำร้องกอดร่างลูกชายวัยเบญเพศที่นอนแน่นิ่ง สีหน้าซีดเซียว ริมฝีปากม่วงคล้ำ เนื้อตัวขาวโพลน แม้กระทั่งสีเล็บ ภาพตรงหน้ามันทำให้ผมรู้สึกอยากร้องไห้ตาม นรุตม์ชี้ไปที่ผีร้ายที่ยืนอยู่ตรงศรีษะของชายที่นอนนิ่ง มันกำลังสูบพลังวิญญาณของชายหนุ่มคนนี้ ลมหายใจที่โรยริน ลมปราณสุดท้ายของชีวิตกำลังจะถูกขโมยไปหมดสิ้น 

“สินทรายเจ้าพกพิณมาใช่มั้ย” ผมพยักหน้า และรีบหยิบพิณ 4 สายออกมาจากกระเป๋าสะพาย

“พิณวิญญาณรำเพย” นรุตม์สั่งให้ผมเล่นพิณบทนี้ทันที 

ผมถึงกับแปลกใจมาก เพราะพิณบทนี้เป็นวิชาชั้นสูงของต้นตระกูลผม และกว่าที่ผมจะเล่นบทนี้ได้ก็ใช้เวลา 1 ปีเต็ม แววตาของนรุตม์ฝากความหวังไว้ที่ผมเป็นอย่างมาก เขารีบไปจัดการกับผีร้ายในทันที ส่วนผมมีหน้าที่เรียกดวงจิตที่หลุดแตกไปที่ต่างๆมารวมตัวกันอีกครั้งให้ได้มากที่สุด เพื่อนำทางดวงจิตกลับเข้าสู่ร่างเดิม ไม่มีเวลาให้รออีกแล้ว ผมรีบดีดพิณทันที 

    ‘จรดจิตปลายนิ้วดีด ก้องกังวาล

ท่วงทำนองนำวิญญาณ ตื่นรู้

ลมรำเพยพัดหวน คืนมา

ฟื้นสติชื่นชีวา พาพบเจอ’

กลิ่นหอมของบุปผชาติลอยฟุ้งตลบ หอมอบอวล นำทางดวงจิตที่แตกสลายให้ถูกเรียกคืนด้วยเสียงพิณ ดวงจิตกลมใสกำลังรอเศษดวงจิตที่เหลือ มันลอยหมุนอยู่เหนือจมูกของชายวัยเบญจเพศ เสียงพิณเส้นสุดท้ายสิ้นสุดลง ดวงจิตที่รวบรวมมาได้นั้นประทับกลับเข้าร่างเดิมทางรูจมูกขวาเป็นอันเสร็จสิ้น 

ผีร้ายเกรี้ยวกราดด้วยความโมโห บรรดาลสายลมโหมกระหน่ำ ฟาดแส้ไฟนิลเข้าใส่สินทราย 

“ตึ๊ง!!” ทันใดนั้นเอง เสียงพิณพิฆาตดังขึ้น ปรากฏเป็นแสงสว่างวาบขึ้นมา สินทรายจดจำความสามารถของนรุตม์ได้เป็นอย่างดี นักเวทย์กายสิทธิ์ที่สามารถกำจัดผีร้ายได้ในชั่วพริบตาเดียว ไม่ทันขาดคำร่างของผีร้ายก็ฉาบด้วยแสงสีเขียวนวลและค่อยๆ สูญสลายไปในที่สุด


“ภารกิจเสร็จสิ้น”  “นายเก่งมาก” นรุตม์ตบบ่าสินทรายเบาๆ 

“กลับไปนอนต่อได้แล้ว ใช่ป่าว” ผมลองแย่บถาม นรุตม์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดกระดาษที่จดรายชื่อชาวบ้านที่เดือดร้อนยื่นให้ ผมนี่ตาลายเลยครับ และไม่ทันจะได้ตั้งตัว ผมก็หายวับไปพร้อมกับนรุตม์ นักเวทย์กายสิทธิ์ผู้กำลังจริงจังกับการเป็นพี่เลี้ยงฝึกงานให้กับผม 

ไม่ทันได้หายเหนื่อยดี ผมกับนรุตม์ก็มาโผล่ที่คอนโดหรู ตึกระฟ้าย่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ว่าบ้านผมยามนี้จะตี 3 แต่ที่นี่ยังคงมีแสงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ 

“นั่น บนนั้น” นรุตม์ชี้ให้ผมเห็นเด็กสาวบนคอนโดสูง เธอกำลังจะคิดสั้น 

“ทำยังไงดี” ผมรีบถามทันที เพราะครั้งนี้ต่างจากชายเบญจเพศเมื่อสักครู่

“ตามข้ามา” ไม่ทันขาดคำนรุตม์พาสินทรายเหาะขึ้นไปยังคอนโดสูงด้วยรองเท้าวิเศษที่มีปีกกินรีเล็กๆ เป็นตัวขับเคลื่อน นรุตม์อาจจะลืมไปว่าสินทรายกลัวความสูง ใช่ครับผมหลับตาปี๋เลย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงเสี้ยววินาที ผมก็กลัวครับ เมื่อเท้าผมแตะที่พื้นระเบียง ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวย นรุตม์ตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสินทรายลงไปนั่งพับกับพื้น สายตาเขาดูเป็นห่วงผมอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่เป็นไรๆ ท่านช่วยน้องผู้หญิงก่อน” ผมโบกมือยังไหว นรุตม์พยักหน้าตรงเข้าหาร่างของเด็กสาวที่กำลังขาดสติ ข้างๆตัวมีผีร้ายที่พยายามดลจิตให้คิดกระโดดตึกตาย นรุตม์พยายามร่ายมนต์จากพิณเพื่อเรียกสติ เขาพยายามยื้อยุด กระชากจิตให้กลับคืน จนผีร้ายที่จองเวรมันตวาดเสียงดังลั่น

“นังนี่ต้องเป็นตัวตาย ตัวแทนของข้า” ผีร้ายแววตาโกรธเคือง หมายกินเลือดกินเนื้อเต็มที่ มันใช้เล็บยาวแหลมหมายจะขย้ำนรุตม์

“ฤทธา ญานัง พลังฤทธา”  “เกราะกำบังจงปรากฏ!!!” เกราะแก้วสีเขียวปรากฏฉับพลัน เล็บอันแหลมคมปะทะเข้ากับเกราะอย่างจัง เสียงผีร้ายร้องด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆ ผีร้ายบันดาลโทสะ พ่นไฟนิลสีดำแดงใส่เกราะอย่างบ้าคลั่ง มันเหลือบหันมาทางสินทราย นรุตม์คาดการณ์อนาคตได้แม่นยำ เขาเสกมนต์กำบังครอบคลุมตัวสินทรายและหญิงสาวในทันที ผีร้ายตาเหลือกลาน เพราะมันหาผมกับเด็กสาวไม่เจอ เสียงร้องของมันแหลมปี๊ด

“กรี๊ดดดดดดดดดดดด”  “แกเป็นใคร ทำไมต้องมาขัดขวางข้า” มันหันกลับมาตวาดใส่นรุตม์

“ข้าคือเทวาพิทักษ์ ปกปักษ์คุ้มครองมนุษย์คือหน้าที่ของเรา” “เจ้าควรถูกจับไปนรกภูมิซะ” นรุตม์ยืนประจันหน้าอย่างห้าวหาญ

“ข้ารอคอยร่างนี้มานานหลายร้อยปี กว่าจะเจอ ข้าไม่มีวันยอมเจ้าง่ายๆ เด็ดขาด”  

“อยู่ดีๆ อยากแส่เรื่องชาวบ้าน เจ้าจะได้รู้ว่าอำนาจแห่งปีศาจมันเป็นเช่นไร” 

ไฟนิลถาโถมเผาทำลายเกราะแก้ว พลังแห่งความโกรธแค้นอาฆาตมีมากทวีคูณ นรุตม์ใช้เวทย์เนตรนิมิตรเพื่อค้นดูสาเหตุแห่งความโกรธแค้น จึงพบว่าเด็กสาวคนนี้ ในอดีตนั้นคือ แม่เล้า ที่หลอกเธอมาขายบริการให้กับเหล่านายทหารบ้ากาม ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเพราะเธอไม่ยอม ดิ้นรนเพื่อที่จะหนีเอาตัวรอด แต่ก็ถูกเด็กสาวคนนี้ที่อดีตชาติเป็นแม่เล้าตามจับกลับมาได้ทุกครั้ง เธอถูกทารุณ ใช้กำลังต่างๆ นานา นายทหารเดนตายก็ใช้กำลังในการขืนใจ เธอทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ก่อนสิ้นใจเธอขอสาบานขายวิญญาณให้แก่ปีศาจเพื่อตามล้างแค้นเธอทุกภพชาติ จนมาพบในชาตินี้

“นังนี่ มันสมควรตาย”  “กูจะฆ่ามึง”  “กรี๊ดดดดดดดดดดดด” 

เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธแค้นทะลวงโสตประสาท นรุตม์เองก็ไม่คิดว่าความแค้นของผีร้ายตนนี้จะหนักหนาเอาการ เสียงร้องแผดเผาทำลายมนต์กำบังของนรุตม์ ผีร้ายเห็นร่างของเด็กสาวคนนั้น มันรีบพุ่งโจมตีทันที นรุตม์ใช้พิณพิฆาตเสียงสีเขียว ดักผีร้ายตนนั้นไว้ แต่ก็ไม่สะเทือนมากนัก ผีร้ายยังคงโจมตีต่อเนื่อง 

นรุตม์ไม่ยอม จึงใช้พิณ ตั้งใจจะปลุกพลังจิตพื้นเดิมของเขาอันบริสุทธิ์ที่ถูกทำลายศรัทธาจนสูญสิ้นแล้วได้แตกกระเจิงไป นรุตม์หันมาทางสินทรายเหมือนจะรู้วิธีแก้ไข

“พิณวิญญาณรำเพย”  “พวกเรามาเรียกดวงจิตดั้งเดิมของผีร้ายกันเถอะ”  

ผมพยักหน้ารับคำนรุตม์ในทันที สมาธิที่มั่นคง จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา พลังแห่งความดีบรรจบลงที่ปลายนิ้ว เสียงพิณดังขึ้น จังหวะแรกเรียก สติสัมปชัญญะ จังหวะที่สองเรียกความดีในจิตใจ บทเพลงพิณค่อยๆ กล่อมเกลาดวงจิตด้วยท่วงทำนองที่อ่อนละมุน จังหวะนั้นมั่นคงไม่ไหวเอน กลิ่นหอมของมวลบุปผชาติลอยฟุ้งทั่วบรรยากาศ ผีร้ายที่เคยบันดาลโทสะก็ทุเลาอาการเกรี้ยวกราด แววตาสลดลง ยืนนิ่งอยู่ตรงระเบียง เหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอื้น ผลดีของเพลงพิณบทนี้ยังทำให้เด็กสาวฟื้นความทรงจำในอดีตได้อีกด้วย เด็กสาวค่อยๆ ขยับตัวได้สติเพราะหลุดออกจากการถูกครอบงำ ใช้สองมือยันตัวเองขึ้นนั่ง แต่มองไม่เห็นใคร เนื่องด้วยทุกคนเป็นกายละเอียดทั้งหมด หญิงสาวมีร่างกายมนุษย์หยาบจึงมองไม่เห็น

เพลงพิณยังคงถูกดีดบรรเลงต่อไป แววตาแห่งความกลัวเพราะเธอรับรู้ว่ามีผีประดุจเจ้ากรรมมาจองเวร จากการได้ฝันร้ายซ้ำๆว่าถูกข่มขืนรุมโทรมมาเป็นเวลานาน เด็กสาวสะอื้นไห้ตัวโยน ก้มตัวหมอบกราบขอขมา            แผ่เมตตาด้วยจิตนิ่ง เสียงพิณแผ่วเบา จังหวะราบเรียบละมุนกล่อมดวงจิตของทั้งสองให้สงบและเกิดสมาธิ

“หนูขอโทษ หนูขอโทษ หนูขอโทษ” เด็กสาวพูดเสียงสั่นคลอ ปาดน้ำตาซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เสียงสะอึกสะอื้นยังคงปรากฏ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เสียงพิณสุดท้ายจบลง แสงสีเขียวนวลทอประกายไปยังวิญญาณผู้ที่จ้องจองเวรอยู่ 

วิญญาณสาวตรงหน้าเอื้อมมือพร้อมกงเล็บยาวแหลมทะยานมาตรงหน้าของเด็กสาวที่อดีตชาติเคยทำร้ายเธอ ผมกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี ผมสะบัดข้อมือจากนรุตม์และรีบเอาตัวบังเด็กสาวคนนั้นไว้ 

“ได้โปรด ลดความอาฆาตลงเถอะนะ” วิญญาณสาวชะงักและนิ่งลง น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสายเช่นกัน นรุตม์บอกสินทรายที่กำลังยืนอ้าแขนทั้งสองข้างปกป้องร่างผู้หญิงที่นั่งพนมมือ ความสงบกับแสงสีเขียวนวลยังคงทอประกายคุ้มกันอยู่อีกชั้น

“จิตเดิมแท้ของเธอกลับมาแล้ว อโหสิกรรมให้กันเถอะนะ” 

นรุตม์ชี้ไปที่ลำแสง “ดูนั่นสิ ลำแสงนั่น คือแสงแห่งการตื่นรู้ของดวงจิต ทุกอย่างปลอดภัยแล้ว” 

วิญญาณสาวค่อยๆผ่องใสขึ้น มีรัศมีแสงดวงจิตเปล่งออกมาจากบริเวณกลางท้อง ก่อนที่จะลาจากไปยังที่ที่ควรไป รอยยิ้มแห่งความปล่อยวางปรากฏที่ใบหน้าของวิญญาณสาวเป็นครั้งสุดท้าย แสงสีเขียวนวลค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงเด็กสาวที่ค่อยๆลุกกลับไปห้องนอน


“สินทราย ฟังเราให้ดี นายคือมนุษย์ที่มีดวงจิตละเอียดอ่อน สามารถสัมผัสหรือพบเห็นวิญญาณได้ พรสวรรค์นี้นายได้มาตั้งแต่ตอนเกิด” นรุตม์หันมากล่าวจริงจังกับผม

“การที่ผมร้องไห้ ตื่นกลางดึกแบบนั้นน่ะเหรอ ที่เรียกว่าพรสวรรค์” ผมถามกลับแบบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง นรุตม์พยักหน้าแทนคำตอบ

“ด้วยความรักและความเป็นห่วงของพ่อแม่นายเอง” “คิดว่ามันคือภัยร้าย จึงจำกัดพรสวรรค์ด้วยเครื่องราง” นรุตม์บอกว่ากำไลข้อเท้าช่วยควบคุมพลังพรสวรรค์ให้สินทรายถอดจิตไม่ได้หรือช่วยไม่ให้เขาพบเห็นผี และอธิบายต่อว่า กำไลเงินนี้เป็นเครื่องรางโบราณที่จารึกด้วยเวทย์ของเทพคนธรรพ์

“นี่พี่กำลังจะบอกว่า ต้นตระกูลของผมเป็นเทพหรอ” นรุตม์พยักหน้าตอบคำถามสินทรายอีกครั้ง 

“ปู่ทวดของเจ้า สืบเชื้อสายมาจากนักเวทย์สายคนธรรพ์แบบเราเอง ดินแดนหิมวาคือบ้านเมืองของเรา”  “ตระกูลของเจ้าจึงได้มีวิชาความรู้เกี่ยวกับการดนตรี แพทย์โบราณและเวทย์คาถาคนธรรพ์”

“เพลงพิณนี่ก็ด้วยใช่มั้ย” ผมถามอีกครั้ง เพราะวิชาเพลงพิณนั้น พ่อของเขาบังคับและเข้มงวดเป็นที่สุด ห้ามเล่นผิดเด็ดขาดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

“นี่คือพรสวรรค์ และหน้าที่ของเจ้าคือการเป็นนักเข้าฝัน ช่วยเหลือมนุษย์ที่ฝันร้าย” นรุตม์กล่าวกับสินทรายอีกครั้ง แววตาสีหน้าจริงจัง และหนักแน่นกว่าทุกครั้งที่เคยสนทนากัน


สินทรายเริ่มทำงานเป็นนักเข้าฝัน ฝึกใช้เวทย์วิชาคนธรรพ์ของพ่อปู่ ทำงานบรรเลงเพลงพิณกล่อมใจเช่นนี้ทุกวันไม่เคยขาด ในแต่ละคืนหรือก่อนเช้ามืด ดูแลมนุษย์ 1 คนให้ฝันดีเสมอ เขาถอดจิตไปอย่างคล่องแคล่ว คืนไหนพบสาเหตุที่มาจากภูตผีมารบกวน นรุตม์ก็พาใช้วิชาปราบได้จนเก่งขึ้นระดับหนึ่ง

แชร์บทความนี้
เขียนโดย วัลลภ ชูชาติ
ทุกคนสามารถทำได้ทุกอย่างบนโลก ถ้าเอาจริง

บทความล่าสุดในหมวดหมู่เดียวกัน

ความคิดเห็น